haha

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

ข้อคิดเล็กๆ 12 ราศี


ราศีเมษ(15 เม.ย.-14 พ.ค.)
พยายามมองหาสิ่งดีๆที่ซ่อนอยู่ในวิกฤตได้เสมอ เช่น โอกาศในหารเปลี่ยนเเปลงตัวเอง การได้เห็นธาตุเเท้ของคนที่ไว้ใจ การได้รู้ว่าความสุขมีค่าเเค่ไหนหลังจากผ่านความทุกข์เเล้ว
ราศีพฤษภ(15 พ.ค.-14 มิ.ย.)คนเราเมื่อได้โกหกคำเเรกออกไปเเล้ว คำต่อๆ ไปก็จะพรั่งพรูออกมา ถ้าไม่รู้สำนึกเเละยับยั้งปากเอาไว้อาจดดนกล่าวหาเป็นจอมลวงโลกเลยก็ว่าได้ ฉะนั้นก่อนที่จะพูดโกหก ความใช้สติให้มากๆ

ราศีเมถุน(15 มิ.ย.-14 ก.ค.)
อย่าคิดเอาชนะใครทั้งนั้น ถ้ายังไม่สามารถเอาชนะตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการชนะใจที่จะไม่ทำความผิด ชนะสถิติการเรียนที่เคยทำมา ชนะความขี้เกียดที่จะทำสิ่งใดๆเเละชนะอุปสรรคที่ผ่านเข้ามา


ราศีกรกฎ (15ก.ค.-14 ส.ค.)คนเเต่ละคนให้ความสำคัญกับเเต่ละเรื่องไม่เท่ากัน ในขณะที่เราให้ความสำคัญกับความรัก คนอื่นอาจให้ความสำคัญกับการเรียน การทำงาน ซึ่งไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิดเพราะทุกคนมีเสรีภาพ

ราศีสิงห์(15ส.ค.-14 ก.ย.)ก่อนจะบอกเล่าเรื่องราวลับๆส่วนตัวให้คนอื่นฟัง ลองคิดถึงผลได้ผลเสียหลังจากที่อีกฝ่ายได้รับรู้ด้วย เพราะถ้าเสี่ยงกับการถูกประจาน นินทาว่าร้ายลับหลัง คนที่จะเสียความรู้สึกก็จะเป็นเราเอง


ราศีกันย์(15 ก.ย.-14 ต.ค.)อย่าตัดสินความจริงใจของคนที่หน้าตา เพราะคนหน้าตาดี บุคลิกดี ไม่จำเป็นต้องใจดีเสมอไปเเละคนหน้าตาขี้เหร่ บุคลิกเเย่ ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นคนชั่วด้วย ต้องใช้เวลาในการศึกษา

ราศีตุลย์(15 ต.ค.-14 พ.ย.)
ความรู้สึกที่ดีที่สุดในโลก คือ ความรัก เพราะมันสามารถสร้างทุกอย่างได้ เเต่ในเมื่อมันสร้างทุกอย่างได้ก็สามารถทำลายทุกสิ่งได้เหมือนกัน ถ้าเอาไปใช้ในทางที่ผิด หรือ พลาดหวังจากรักครั้งนั้น

ราศีพิจิก(15 พ.ย.-14 ธ.ค
.)ในทะเลทราย ถึงเราจะเหยียบบนผืนทรายด้วยความหนักเเน่เเค่ไหน เเต่ไม่นานรอยเท้าของเราก้จะเลือนหายไป เหมือนกับความทรงจำเลวร้าย เเม้จะหนักหนาเเต่เวลาจะช่วยให้มันหายไปได้

ราศีธนู(15 ธ.ค.-14 ม.ค.)
ไม่มีใครรู้ว่าตัวเองจะตายวันไหน ฉะนั้นจงทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ดีที่สุด เหมือนว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต เเล้วในนาทีสุดท้ายก่อนที่จะตาย เราจะไม่รู้สึกเสียดายว่ายังไม่ได้ทำอะไรเต็มที่เลย



ราศีมังกร (15 ม.ค.-14 ก.พ.)อย่าเอาชีวิตไปยึดติดกับบางคนเกินไป เพราะเขาจะรู้สึกอึดอัดที่มีเราเป็นภาระ หรือในทางตรงกันข้าม ก็อาจจะหลอกใช้เราเพราะเห็นเราเป็นของตาย ทางที่ดีคือต้องพึ่งตัวเองให้ได้ ไม่ง้อใครเลย

ราศีกุมภ์(15 ก.พ.-14 มี.ค.)
เพื่อนที่ดีคือผู้ที่อยู่เคียงข้างเเม้ในยามที่เราทำผิด เเละกล้าพอที่จะตักเตือนเรา เเม้จะรู้ว่าเราอาจไม่พอใจ ฉะนั้นถ้ามีเพื่อนเเบบนี้ จงรักเขาเเละตอบเเทนด้วยความจริงใจกลับไป เขาต้องการเเค่นี้จริงๆ

ราศีมีน(15 มี.ค.-14 เม.ย.)
ความยุติธรรมอาจหายากซักหน่อยเพราะคนส่วนมากยังต้องเห็นเเก่ตัว เห็นเเก่พวกพ้อง ญาติมิตรของตัวเองก่อนเสมอ สิ่งที่ต้องทำก็คือ เรียกร้องสิทธิ์ให้ตัวเองไม่ให้เสียเปรียบมากเกินไปเท่านั้น

วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2555

ล้างพิษใน 1 วันอย่างง่ายๆ ด้วยตัวเอง



ในแต่ละวันที่ผ่านมา ลองทบทวนดูสิว่าเรากินอาหารแบบตามใจปากมามากแค่ไหน ได้กินผักผลไม้อย่างเพียงพอบ้างหรือเปล่า หรือว่าภายในกระเพาะและลำไส้จะมีแต่แป้ง ไขมัน และสารพิษ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกายเกิดโรคต่างๆ ขึ้น
แต่หากใครอยากจะล้างพิษในร่างกายของตัวเอง  ก็มีวิธีล้างพิษแบบง่ายๆ ในหนึ่งวันมาฝากกัน สำหรับการล้างพิษหรือ Detoxify นี้ เป็นการล้างพิษด้วยการอดอาหาร ซึ่งก็มีหลายแบบด้วยกัน เช่นจะไม่กินอะไรเลย ดื่มแต่น้ำเปล่า หรือดื่มแต่น้ำผลไม้ หรือกินผลไม้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
วิธีที่ แนะนำนั้นก็คือการกินผลไม้เพียงอย่างเดียวในหนึ่งวันเต็มๆ โดยให้เลือกผลไม้ที่เราชอบมาหนึ่งอย่าง แต่ไม่ควรเป็นผลไม้ที่มีแคลอรี่สูงอย่างทุเรียน ขนุน หรือผลไม้ที่มีกรดมากอย่างสับปะรด แต่จะเลือกเป็นมะละกอ แอปเปิล ชมพู่ ฝรั่ง ฯลฯ อะไรก็ได้ที่เราชอบและสามารถกินได้ตลอดวันเป็นทั้งอาหารเช้า กลางวัน และเย็น เช่นอาจจะกินฝรั่งสดๆ ในมื้อแรก แล้วเปลี่ยนเป็นยำผลไม้ (ฝรั่ง) หรือน้ำฝรั่ง กินสลับกันไปตามแต่จะคิดทำ
หลังจากกินแต่ผลไม้ในวันแรก พอตื่นเช้าขึ้นมาอีกวันหนึ่งก็ให้ดื่มน้ำอุ่น 2 ลิตร ผสมกับน้ำมะนาว 2 ลูก และเกลือ 2 ช้อนชา เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว และขับสารพิษออกมากับอุจจาระ
ในการล้างพิษด้วยผลไม้นี้อาจจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีแรง ดังนั้นในวันนี้จึงไม่ควรทำงานหนักหรือออกกำลังกาย แต่ควรเป็นวันสบายๆ ที่ใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือ หรือดูหนังฟังเพลงให้สบายใจดีกว่า และหากเป็นไปได้ก็ควรล้างพิษอย่างง่ายๆ สองสัปดาห์ต่อครั้งก็จะดี

โรคตึกเป็นพิษ ภัยเงียบคนทำงาน


วัยทำงานอย่างคุณ การทำงานอยู่ตึก อาคารสูงๆ คุณเคยมีอาการอ่อนล้า ปวดหัว เวียนหัว คลื่นไส้ คัดจมูก ไอ จาม เกิดผดผื่นคัน ระคายเคืองดวงตาบ้างไหม ระวังอาจจะเป็นเสียสุขภาพได้ เพราะเรามีโรคคนทำงานชนิดใหม่ คือ โรคตึกเป็นพิษ...
โรคตึกเป็นพิษคืออะไร?
โรคตึกเป็นพิษ หรือ Sick Building Syndrome (SBS) ก็คืออาการที่เกิดขึ้นจากมลพิษภายในอาคารที่วางระบบหมุนเวียนอากาศไม่ดี จึงทำให้สารระเหยที่ถูกปล่อยออกมาจากเครื่องใช้สำนักงาน เช่น เครื่องซีร็อกซ์ พรินเตอร์ รวมถึงสารระเหยจากสีทาผนัง ไม้อัด สารเคลือบเงาทั้งหลาย หรือแม้กระทั่งไรฝุ่นในพรม วนเวียนอยู่ภายในระบบปรับอากาศของตึกน่ะ
อาการที่ปรากฏก็คือ อ่อนล้า ปวดหัว เวียนหัว คลื่นไส้ คัดจมูก ไอ จาม เกิดผดผื่นคัน ระคายเคืองดวงตา และมีความผิดปกติของประสาทรับกลิ่น เป็นต้นก็ร้ายแรงขนาดนี้แม้คุณหมอจะระบุว่าไม่ใช่ แต่ในความรู้สึกของพนักงานที่เหลือ อาการเหล่านี้ก็น่ากลัวประดุจการกระทำของผีร้ายนั่นทีเดียว
มีข้อสังเกตให้พิจารณาสองประการ
1. คนที่อยู่ในห้องหรือในตึกเดียวกันมีอาการพวกนี้เหมือนกันหรือไม่
2. อาการนี้จะเกิดขึ้นเมื่ออยู่ในตึกเท่านั้น เมื่อออกมาภายนอกจะไม่หลงเหลืออาการอยู่อย่างนั้นหรือไม่

ถ้าใช่ทั้งสองข้อล่ะก็...แปลว่าปีศาจแสนทันสมัยนาม Sick Building Syndrome ได้เร้นตัวอยู่ตามซอกหลืบต่างๆ ในออฟฟิศคุณเสียแล้วล่ะและเจ้าปีศาจตนนี้ก็จะรังควานพนักงานจนเจ็บป่วยทั้งร่างกายและจิตใจ ซึ่งหากไม่มีการแก้ไข ฤทธิ์เดชของเจ้าผีร้ายก็จะยิ่งแผ่กว้างครอบคลุมไปทั้งองค์กร เพราะเมื่อคนทำงานมีสภาพไม่พร้อมย่อมทำงานได้ไม่เต็มที่ สุดท้ายอาจแย่ถึงขนาดส่งผลต่อกิจการขององค์กรเลยทีเดียว

วิธีปัดรังควาญปีศาจ SBS
1. จัดการเรื่องการหมุนเวียนของอากาศให้ดีขึ้น เช่น ติดตั้งพัดลมดูดอากาศ หรือเปิดหน้าต่างตอนที่ปิดแอร์ เพื่อให้อากาศที่ค้างอยู่ในตึกระบายออกไปบ้าง

2. ใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นต้นกำเนิดของไอระเหยที่เป็นพิษให้น้อยที่สุด หรือเลือกวัสดุชนิดอื่นทดแทน เช่น ใช้สีทาผนังแบบที่ไม่มีโลหะหนักผสม ใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้จริง หรือใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้อัดแบบที่ปล่อยไอระเหยน้อยกว่าปกติ

3. จัดบริเวณที่มีการฟุ้งกระจายของสารระเหยแยกจากห้องทำงานของพนักงาน เช่น ห้องถ่ายเอกสาร ห้องพรินต์งาน ห้องเก็บผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด

4. ทำความสะอาดในส่วนต่างๆ ให้บ่อยขึ้น เพื่อลดการสะสมของฝุ่นละออง เชื้อรา แบคทีเรียต่างๆ โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศและพัดลมดูดอากาศ

5. หาต้นไม้ในร่มมาปลูกและตั้งไว้ตามจุดต่างๆ ในห้อง เพื่อช่วยฟอกอากาศและลดปริมาณสารพิษ ยิ่งถ้าเป็นไม้ประดับที่ดูดสารพิษได้ก็ยิ่งเลิศมากและหลังจากที่ทุกคนช่วยกันทำความสะอาดโต๊ะตู้ อุปกรณ์ต่างๆ ไม่ให้มีฝุ่นจับ รวมทั้งจัดให้มีการระบายอากาศที่ดีขึ้น ก็ไม่มีใครป่วยอีกเลย

10 สัญญาณที่บอกว่าคุณกินอาหารไม่เหมาะสม



สัญญาณอะไรบ้างที่บ่งบอกว่า คุณรับประทานอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ มาดูกัน1.ผมไม่เงางามถ้าถึงขนาดที่คุณจัดทรงไม่ได้เลยต้องถือว่ารุนแรงแล้วค่ะ ทั้งนี้เป็นผลจากการขาดโปรตีนและธาตุเหล็ก จะเห็นชัดเจนในกลุ่มคนที่เป็นมังสวิรัติ หรือคนที่จำกัดอาหารอย่างมาก ลองกินอาหารให้มีส่วนผสมของธาตุอาหารอย่างเหมาะสม เน้นอาหารที่มีกากใย พร้อมไปกับการออกกำลังกาย

สำหรับคนที่เป็นมังสวิรัติต้องได้สารอาหารจากพืชผัก ข้าวและถั่ว ในอัตราส่วนที่เหมาะสม เพื่อที่จะได้โปรตีนทดแทนจากโปรตีนจากเนื้อสัตว์ที่ขาดไป และเพิ่มเติมด้วย กะหล่ำดอกและผลไม้เปลือกแข็ง เช่น เกาลัด ถั่วแขกและถั่วเหลือง ซึ่งอุดมไปด้วยไบโอติน สำหรับคนที่จำกัดอาหาร แม้ว่าจะอยากผอมแค่ไหนก็ไม่ควรอดอาหารจนเกินไปค่ะ ลองใช้วิธีฉลาด ๆ จำกัดอาหารแต่พอเพียง เพิ่มการออกกำลังกายอีกหน่อย
2.ผิวหนังส่ออาการคุณเริ่มมีอาการคันที่ผิวหนัง หรือลอกเป็นขุย แม้จะไม่ใช่ช่วงหน้าหนาวบ้างไหมคะ

อาการอย่างนี้อาจเป็นลักษณะของการขาดวิตามิน A ซึ่งผักและผลไม้ที่มีสีเหลือง สีส้มหรือสีเขียวเข้ม ล้วนแต่อุดมไปด้วยวิตามิน A เพียงพอที่จะทำให้ผิวคุณเป็นปกติ แต่ไม่แนะนำให้กินวิตามิน A เสริมที่อยู่ในรูปแบบเม็ด เพราะการได้รับวิตามิน A โดยตรงมากเกินไปจะเป็นอันตรายได้ค่ะ
3.ข้อต่อมีเสียงดัง หรือปวดบริเวณข้อต่ออาการอย่างนี้อย่าเพิ่งไปโทษโรคข้ออักเสบ เพราะอาจเป็นไปได้ว่าคุณกินปลาน้อยเกินไป กรดไขมันประเภทโอเมก้า-3 ที่พบมากในปลา อย่างปลาแซลมอน ปลาทูน่า จะทำให้ข้อต่อของคุณเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะช่วยให้กระแสโลหิตไหลเวียนดีขึ้น ลดอาการบวมและปวดบริเวณข้อต่อ
4.ผายลมบ่อยเป็นเรื่องจริงที่ไฟเบอร์มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ถ้ากินมากเกินไปหรือได้รับสารอาหารประเภทนี้เร็วเกินไป เช่น กินถั่วหรือไม้จำพวกที่มีฝัก เช่น กระถิน ทองหลาง ร่างกายของคุณก็จะผลิตแก๊สตามออกมามากกว่าอาหารที่ย่อยง่ายตามปกติ



5.ท้องผูกเป็นอีกอาการหนึ่งที่บอกถึงการรับประมาณอาหารอย่างไม่เหมาะสม คุณต้องได้สารอาหารพวกไฟเบอร์หรือกาหารที่มีกากใย เช่น ผักผลไม้ต่างๆ อย่างน้อยวันละ 25 กรัม และดื่มน้ำให้มากขึ้นด้วยวิธีแก้ปัญหานี้ง่าย ๆ คือ ค่อย ๆ เพิ่มสารอาหารพวกไฟเบอร์อย่างช้าๆ ถ้าคุณเคยกินแค่เพียงวันละ 10 กรัม อย่าเพิ่มเป็น 25 กรัมในวันรุ่งขึ้น ในสัปดาห์แรกเพิ่มแค่เพียง 5 กรัม แล้วสัปดาห์ต่อมาค่อยเพิ่มอีก 5 กรัม

6.หัวใจเต้นผิดปกติหัวใจของคนเราเป็นกล้ามเนื้อที่มีการบีบตัว มากกว่า 100,000 ครั้งต่อวัน แต่คงไม่สามารถทำงานอย่างสมบูรณ์แบบได้ตลอดเวลา ซึ่งถ้าอยู่ ๆ คุณรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วกว่าปกติหรือเต้นๆ หยุดๆ โดนไม่มีเหตุผล ถ้ามีอาการเจ็บปวดหรือหน้ามืด เวียนศีรษะด้วย ให้รีบไปพบแพทย์ทันที


แต่ถ้าแพทย์พบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ แต่คุณก็ยังรู้สึกว่ามีอาการหัวใจเต้นผิดปกติในบางครั้ง คุณอาจจะขาดสารอาหารพวกแมกนีเซียม หรือ โปแตสเซียมสำหรับโปแตสเซียม ให้ดื่มน้ำส้มวันละ 2-3 แก้ว ช่วงอาหารเช้าให้เพิ่มกล้วยเข้าไปในส่วนหนึ่งของเมนู สำหรับแมกนีเซียมให้ทานอาหารว่างที่เป็นพวกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เมล็ดทานตะวัน หรือเมล็ดฟักทองและผักโขม เป็นอีกตัวหนึ่งที่มีแร่ธาตุช่วยในการทำงานของหัวใจ

7.ขี้ลืม อาจเป็นได้ว่าคุณขาดวิตามิน B ในการศึกษาที่ USDA Human Nutrition Research Center in Boston นักวิจัยพบว่าผู้ชายที่มีระดับของวิตามิน B6 B12 และ B9(โฟเลต) สูงในเลือด จะมีความทรงจำที่ดีกว่า

จากการทดสอบพบว่าสารอาหารพวกนี้ช่วยให้สมองทำงานได้เต็มที่ และยังช่วยควบคุม homocysteine ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่อยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นตัวขัดขวางการที่เลือดจะไปหล่อเลี้ยงสมอง ถั่วเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน B6 และโฟเลตมากที่สุด และไม่ต้องกังวลกับการขาดวิตามิน B12 เพราะมีมากในเนื้อสัตว์และอาหารทะเล

8.Sperm น้อยลงไปมาก ถ้าคุณกำลังพยายามที่จะมีลูก และมีปัญหาเรื่องระดับของสเปิร์มต่ำกว่าปกติ อาจเป็นไปได้ว่าคุณขาดวิตามิน C ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการกระตุ้มการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

จากการศึกษาพบว่าวิตามิน C ยังช่วยในการรักษาปริมาณและความสมบูรณ์ของตัวสเปิร์มด้วย Earl Dawson, Ph.D., ที่ University of Texas Medical Branch ที่ Galveston แนะนำว่าให้ผู้ชายดื่มน้ำส้มอย่างน้อยวันละประมาณ 1 ลิตรทุกวัน โดยบอกว่าวิตามิน C มีส่วนช่วยป้องกันสเปิร์มจากอันตรายและความเสียหายในทุกๆ ด้าน

9.ปวดเหงือกถ้าการเจ็บปวดเกิดจากการอักเสบ ก่อให้เกิดความเจ็บปวดและปัญหาของเหงือก แสดงว่าปากของคุณกำลังต้องการแบคทีเรียที่มีประโยชน์ ให้มาช่วยจัดการกับแบคทีเรียในปากที่มีอันตราย ให้กินโยเกิร์ตที่มีแบคทีเรียที่เราต้องการเป็นอาหารว่างในช่วงเช้าของทุกวัน

10.กระดูกแตกถ้าคุณกระดูกแตกมากกว่า 2-3 ครั้งตั้งแต่โตเป็นผู้ใหญ่ อาจเป็นไปได้ว่ากระดูกของคุณอยู่ในภาวะอ่อนแอ อาจมีสาเหตุมากจากการขาดวิตามิน D และแคลเซียม ซึ่งเป็นตัวประกอบที่สำคัญในการสร้างกระดูก ผู้ชายก็ต้องการแคลเซียมมากเหมือนๆ ผู้หญิง เพราะผู้ชายมักจะกินเนื้อมากกว่า ซึ่งอุดมไปด้วยฟอสฟอรัส ยิ่งร่างกายได้รับฟอสฟอรัสมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งต้องการแคลเซียมมากขึ้นเท่านั้น อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม ได้แก่ ปลาเล็กปลาน้อย กุ้งแห้ง โยเกิร์ต นมและเนยแข็ง (ไขมันต่ำได้ก็ดี) ลองสังเกตร่างกายตัวเองบ่อยๆ นะคะ เพราะอย่างไรเสีย หากเราดูแลตัวเองได้ดีก็ไม่ต้องถึงมือคุณหมอให้ยุ่งยากเปล่าๆ ไหนจะเสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลาด้วย ไม่คุ้มกันแน่ๆ

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

25 Healthy Tips อย่ามองข้ามเรื่องเล็กๆ




1. การดื่มน้ำ ปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็วอาจก่อให้เกิดสภาวะน้ำเป็นพิษเนื่องจากเลือดเจือจาง ร่างกายจึงขับโปแตสเซียมออกจากเซลล์เพื่อปรับสมดุลระหว่างน้ำในเซลล์และนอกเซลล์ ผลที่ตามมาคือเป็นตะคริว กล้ามเนื้อเกร็ง หากเกิดอาการเกร็งที่สมอง หัวใจ หรือปอด จะทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้ แต่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปเพราะหากดื่มน้ำทีละเล็กทีละน้อย แม้ดื่มมากกว่าปกติก็ไม่เป็นอันตรายเพราะไตจะขับออกมาเป็นปัสสาวะ และถ้าเมื่อไรมีอาการจุกนั่นแสดงว่าดื่มน้ำมากไป ควรหยุดได้แล้ว
2. การปล่อยให้ตนเองหิวอาจนำไปสู่โรคร้าย เพราะ ความหิว กระตุ้นร่างกายให้หลั่งฮอร์โมนความเครียด ซึ่งหากเกิดขึ้นเป็นประจำจะทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือเบาหวานได้ ลองควบคุมความหิวด้วยการแบ่งมื้ออาหารจากวันละ 3 มื้อเป็นมื้อเล็กๆ 5-6 มื้อต่อวัน
3. ชา กาแฟ รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ไม่เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดหลัง เพราะคาเฟอีนลดการหลั่งสารเอนโดรฟีนซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่ร่างกายผลิตขึ้นและมีฤทธิ์ลดอาการปวดตามอวัยวะต่างๆ
4. วิธีง่ายๆ ในการดูแลสุขภาพ คือหลังจากตื่นนอนทุกเช้า จะดื่มน้ำส้มสายชูที่หมักจากผลแอ๊ปเปิ้ล ผสมกับน้ำผึ้งอย่างละ 1 : 1 ใส่น้ำอุ่นคนให้เข้ากันแล้วค่อยเติมน้ำแข็งลงไปเพื่อให้ทานง่ายและมีรสชาติดีขึ้น ซึ่งวิธีนี้จะไปช่วยการดูดซึมของระบบลำไส้ และการเผาผลาญของร่างกาย แต่โรคบางโรคอาจเกิดจากสุขภาพจิตที่อ่อนแอ ในหนึ่งอาทิตย์จึงควรจะมีวันพักผ่อนอย่างจริงจังหรือทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย เช่น เล่นโยคะ เพื่อฟื้นฟูสุขภาพกายและลดมลภาวะทางจิตใจไปพร้อมๆ กัน


5. การนอนดึกคืนวันศุกร์-เสาร์แล้วตื่นสายในวันเสาร์-อาทิตย์ ทำให้นาฬิกาชีวภาพของร่างกายตั้งเวลาตื่นใหม่ เมื่อถึงวันจันทร์จึงมีอาการอิดเอื้อนไม่อยากตื่น ทั้งยังทำให้ขาดสมาธิในการทำงานหรือเรียนหนังสืออีกด้วย
6. แสงแดดยามเช้า ไม่ได้ช่วยให้กระดูกแข็งแรงเท่านั้น แต่การออกกำลังกายกลางแดดใน ช่วงเวลาดังกล่าวยังช่วยให้ร่างกายผลิตสารเอนโดรฟีน ซึ่งเป็นสารต่อต้านอาการซึมเศร้าตามธรรมชาติอีกด้วย
7. ความเครียดเป็นตัวการทำลายผิวที่ร้ายแรงที่สุด ฉะนั้นเราต้องปรับความคิดใหม่ และใช้ร่างกายเราอย่างทะนุถนอมตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เหมาะสม หาเวลาออกกำลังกายบ้าง และรับประทานอาหารดีๆ
8. แอ๊ปเปิ้ล แตงโม กล้วย กีวี มีประโยชน์ แต่ถ้าคุณรับประทานยาปฏิชีวนะอยู่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้เหล่านี้เพราะบูดง่ายในลำไส้ อาจเกิดการอักเสบในระบบทางเดินอาหารได้

9. การไอเรื้อรังอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ยาปฏิชีวนะที่แพทย์สั่งเพื่อรักษาอาการหวัดไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ ให้ใช้วิธีที่สุดแสนธรรมดาแต่ได้ผลมากกว่าคือ ดื่มน้ำบ่อยๆ เพื่อลดเสมหะในทางเดินหายใจ อมยาอมให้ลำคอชุ่มชื่นอยู่ตลอดเวลา และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ แค่นี้ก็หายแล้ว
10. การที่เราคิดว่าตัวเองมีสุขภาพดี แถมอายุยังน้อย ทำให้เราชะล่าใจในการดูแลรักษาสุขภาพ เวลาเกิดอะไรผิดปกติขึ้นกับร่างกายจะคิดว่าช่างมัน เดี๋ยวคงหายเอง ซึ่งไม่ถูกต้อง


11. เมื่อมีอาการเท้าและข้อเท้าบวม ให้นั่งยองๆ ทุกวันๆ ละ 15 นาที แล้วขยับข้อเท้าไปข้าง หน้าและข้างหลัง เพื่อช่วยให้โลหิตไหลเวียนได้ดีขึ้น หลังจากนั้นใช้แปรงที่ขนทำจากวัสดุธรรมชาติ แปรงผิวหนังเบาๆ เริ่มบริเวณฝ่าเท้าซึ่งเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาททั่วร่างกาย แล้วค่อยๆ ปัดไล่ขึ้นมาที่ข้อเท้า น่อง ต้นขา ท้อง แขนไปจนสุดที่มือทั้งสองข้าง (ยกเว้นผู้ที่เป็นเบาหวาน เพราะเสี่ยงจะเกิดบาดแผล) จากนั้นอาบน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น
12. ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน และรับประทานไข่มากกว่าอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากขึ้น
13. ผู้ที่รับประทานไข่ เป็นเวลา 8 อาทิตย์ ลดน้ำหนักได้มากกว่าผู้ที่ไม่รับประทานถึง 65 เปอร์เซ็นต์ และรอบเอวลดลงเกือบสองเท่า เพราะผู้ที่รับประทานไข่รู้สึกอิ่มกว่าการรับประทานขนมปัง ทำให้รับประทานอาหารกลางวันและอาหารเย็นน้อยลง

14. การรับประทานอาหารไปดูหนังไป ทำให้รับประทานอาหารมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว แม้ว่าจะกินอิ่มมาแล้วหรือรสชาติของอาหารไม่ได้เรื่องเลยก็ตาม นอกจากนี้ไฟสลัวๆ ทำให้ผู้ที่รับประทานอาหารไม่ค่อยระวังตัว เพลิดเพลินเจริญอาหารไปเรื่อย
15. เสียงเพลง มีอิทธิพลต่ออารมณ์ของคนเรายิ่งดนตรีมีจังหวะเร็วเท่าไรก็ยิ่งกระตุ้นให้รับประทานอาหารมากขึ้นเท่านั้น
16. การดื่มน้ำ (เปล่า)เย็น 50 ออนซ์ (8 ออนซ์= 1 ถ้วย) จะช่วยเผาผลาญพลังงานเพิ่มขึ้นวันละ 50 แคลอรี เท่ากับช่วยให้น้ำหนักลดลงปีละ 5 ปอนด์หรือ 2.5 กิโลกรัม เพราะการดื่มน้ำเปล่าไม่ทำให้ร่างกายได้รับพลังงาน แต่ต้องใช้พลังงานในการเผาผลาญน้ำ ยิ่งไปกว่านั้นน้ำเย็นทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานเผาผลาญมากขึ้นอีก
17. การออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนักและพิลาทิส ควบคู่กันไป จะช่วยพัฒนาความแข็งแรงของปอดและหัวใจ รวมถึงความแข็งแรงและยืดหยุ่นของโครงสร้าง และการรับประทานอาหารมื้อย่อยๆ 5 มื้อต่อวัน โดยมื้อกลางวันจะเน้นอาหารประเภทโปรตีนเพียง 1 มื้อ นอกนั้นเน้นผักและผลไม้ จะทำให้มีพลังงานที่พอเหมาะในการใช้งาน และไม่ทิ้งไขมันส่วนเกินสะสม
18. ผู้ชายที่รับประทานมะเขือเทศ ซึ่งมีไลโคปีนสูงอย่างน้อยอาทิตย์ละ 10 ผลหรือมากกว่านั้น เสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากน้อยลง 45 เปอร์เซ็นต์ วิธีง่ายๆ ให้นำมะเขือเทศไปปั่นให้ละเอียดเติมน้ำมันมะกอกและนำไปปรุงสุก ความร้อนจะช่วยให้มะเขือเทศปล่อยสารไลโคปีนออกมามากขึ้น
19. รับประทานแอ๊ปเปิ้ลหนึ่งชิ้นหลังอาหาร ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำลาย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญใน การลดแบคทีเรียในช่องปากและช่วยให้เหงือกแข็งแรง การรับประทานสับปะรดและมะละกอคือก่อนอาหารประมาณ 2-3 ชิ้น ดีต่อกระเพาะอาหารเพราะมีเอนไซน์ซึ่งช่วยย่อย จึงเท่ากับช่วยให้กระเพาะย่อยอาหารมื้อหลักที่ตามลงมาได้ง่ายขึ้น
20. หากไม่อยากมีกรดในกระเพาะมากเกินไป ควรลดปริมาณการดื่มน้ำผลไม้เข้มข้นอย่างเช่นมะนาว ส้ม ส้มโอ เกรฟฟรุ๊ต หรือน้ำมะเขือเทศสดปั่น หรือทำให้เจือจางด้วยการผสมน้ำเข้าไป


21. สำหรับหนุ่มเจ้าสำราญ ที่ชอบปาร์ตี้หามรุ่งหามค่ำ ก็สามารถฟื้นฟูร่างกายได้ด้วยการนอนหลับให้นานหน่อย อีกวิธีหนึ่งในการดูแลตัวเองคือมีแฟนเด็ก จะได้มีแรงกระตุ้นให้เราทำตัวเด็กตาม ต้องดูดีตลอดเวลา เพราะฉะนั้นอบายมุข การเที่ยวกลางคืนก็เป็นอันต้องงด
22. การเล่นเกมคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะเกมที่ต้องใช้สมาธิ ช่วยให้ระบบประสาททำงานเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันโรคอัลเซเมอร์ได้ เกมอื่นๆ เช่น ปริศนาอักษรไขว้ หรือเลือกเรียนดนตรี ก็ช่วยได้เช่นกัน
23. การใช้พลาสติกใส่อาหารหรือปิดอาหาร รวมถึงใส่จานชามพลาสติกในไมโครเวฟ เพราะความร้อนจะทำให้พลาสติกปนเปื้อนในอาหาร เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านม
24. ก่อนตั้งครรภ์ ควรเตรียมตัวล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน 1.ดูแลเรื่องอาหารการกิน เน้นโฟเลต แคลเซียม วิตามินต่างๆ ป้องกันอาการแพ้ท้องหรืออยากอาหารประหลาดๆ 2.ร ะวังเรื่องการรับประทานยาทุกชนิด อ่านฉลากให้ดี เพราะอาจทำร้ายลูกโดยไม่เจตนา 3. ทำใจให้สบาย คิดในแง่บวก 4. ออกกำลังกายที่เหมาะสม
25. ถ้ามื้อนั้นรับประทานเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก ไม่ควรรับประทานผลไม้อีก เพราะกว่าเนื้อจะย่อยหมดต้องใช้เวลานาน ทำให้ผลไม้ที่ย่อยเสร็จไปเรียบร้อยแล้วถูกกักอยู่ในกระเพาะ เกิดกรดในกระเพาะอาหารได้